Chapter 1 (Part 6)

posted on 10 Dec 2014 03:59 by vermillionend in FuyuNoKomorebi
คำเตือน : เกิน 25% เป็นการดำน้ำ
แปลมาจากหนังสือนิยาย

[หน้า 121]

“แหม ตอนแรกก็คิดว่าจะไปที่ห้องก่อนเลยดีรึเปล่านะ แต่พอมาคิดดูดีๆ ฉันไม่รู้เลขห้อง เลยรอให้ออกมาน่ะ”

“คะ คุณกิงโกะ ! ?”

“วะ หวาๆ ชู่ ชู่ !”

นักเรียนที่อยู่รอบๆหันมาหาเสียงของซาคุยะอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ไม่ได้นะ เพราะมองไม่เห็นร่างของฉัน”

“เอ๊ะ……อ๊ะ……”

พยายามคิดอย่างสุดความสามารถด้วยหัวที่สับสน

นอกจากกิงโกะที่เป็นเจ้าตัวแล้ว ยังเคยได้ยินมาจากโคสุเกะผู้เป็นพี่ชายด้วย

สรุปคือในตอนนี้ถ้ามองจากคนอื่นแล้วจะเห็นว่าจู่ๆซาคุยะก็ส่งเสียงตกใจออกมาในที่ๆไม่มีใครอยู่ทั้งสิ้น……น่าจะเป็นแบบนั้น

“………………”

ควานหามือถืออย่างเงียบๆ แล้วเล่นละครที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ……ทำเป็นเหมือนกับว่าตกใจกับสิ่งนั้น

ดูไม่เป็นธรรมชาติเกินไป แม้แต่ตัวเองก็ยังคิดว่ายิ่งดูน่าสงสัยเข้าไปใหญ่

ใบหน้าร้อนผ่าวแล้วก้มหน้าอยู่ทั้งๆอย่างนั้น ไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้

“เฮ้อ~~ ดูเหมือนจะไปแล้วนะ”

 

[หน้า 122]

“…………เฮ้อ”

กลบเกลื่อนไปได้จริงๆเหรอ หรือว่าแค่ตกใจกับเสียงเลยหันมาเฉยๆ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ดูเหมือนจะหลบเลี่ยงสถานการณ์ลำบากไปได้แล้ว

“ยังไงก็ไปที่ห้องกันไหมคะ……เพราะตอนนี้โชคดีที่มีแค่ฉัน”

“เย้ น่าสนุกดีนะ~”

พอเห็นกิงโกะดีใจยิ้มร่าอย่างเป็นตัวของตัวเอง ก็คิดว่านางฟ้าที่มีชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบันไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความลึกลับเลย จากนั้นก็ไหล่ตกเล็กน้อย

 

 

กิงโกะเป็นนางฟ้า

นั่นไม่ใช่คำคุณศัพท์ที่แสดงลักษณะนิสัยของผู้หญิง แล้วก็ไม่ใช่ว่าเป็นการพูดเกินจริงด้วย

ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะเป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งต่างไปจากมนุษย์มากด้วยเช่นกัน

ที่หมู่บ้านมินาคามิมีตำนานที่เล่าขานมาตั้งแต่โบราณอยู่ เป็นตำนานที่ว่านางฟ้าได้ลงมายังหมู่บ้าน ได้ไปเกี่ยวข้องกับมนุษย์ แล้วก็ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาหมู่บ้านเป็นอย่างมาก

เล่าต่อกันมาว่าในที่สุดก็พบผ้าคลุมนางฟ้าที่ถูกนำไปซ่อน จากนั้นก็ทิ้งสามีกับลูกแล้วกลับสวรรค์ไป

กิงโกะเป็นน้องสาวคนสุดท้องของนางฟ้าที่ถูกเล่าขานต่อกันมาเป็นตำนาน เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่เป็นต้นตระกูลมินางามิซึ่งเป็นพี่สาว

 

[หน้า 123]

“ที่นี่คือห้องของซาคุยะจังงั้นเหรอ~”

เข้ามาในห้องแล้วกวาดสายตามองข้างในด้วยท่าทางสนใจ มองอย่างลวกๆเข้าไปยังตู้หนังสือที่ใช้แทนชั้นวางของ แล้วอ่านตารางสอนที่แปะไว้บนโต๊ะตั้งแต่บนลงล่างไปพยักหน้าไป

เป็นสภาพที่ของทุกอย่างที่เห็นคือของแปลก และท่าทางเป็นตัวของตัวเองแบบนั้นก็เป็นปกติธรรมดาของกิงโกะ

“คุณกิงโกะ เข้ามาในโรงเรียนได้ยังไงเหรอคะ ?”

“หืม ?  อ้า อันนี้ อันนี้”

ที่หยิบออกมาจากกระเป๋าด้วยท่าทางสบายๆคือแผ่นสีฟ้า

สีฟ้าเข้มโปร่งใสรับแสงจากภายในห้อง แล้วก็สะท้อนออกมาราวกับว่าตัวมันนั้นกำลังเปล่งประกายอยู่

พอสะบัดมือเบาๆทั้งที่ยังถือแผ่นสีฟ้าไว้ ก็รู้สึกว่าจู่ๆก็เสียรูปไป

มองด้วยตาไม่ทันว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบไหนขึ้น เปลี่ยนรูปร่างไปกะทันหันขนาดนั้น แผ่นสีฟ้าที่เคยถืออยู่ในมือตอนนี้กลายเป็นผ้าสีฟ้าที่ยาวมากไปแล้ว

“ผ้าคลุมนางฟ้า……”

ผ้าคลุมของนางฟ้าซึ่งเล่าขานต่อกันมาเป็นตำนาน

ได้ยินมาว่าเดิมทีนั้นเป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์สำหรับข้ามมิติที่อยู่ในโลกของพวกเธอ

 

[หน้า 124]

นอกจากการปกป้องร่างกายของผู้ถือครองแล้ว ยังมีฟังก์ชันหลายๆอย่างที่ล้ำหน้าไปกว่าวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันติดมาให้

เคยได้ยินจากพี่ชายว่ามีฟังก์ชันพรางตาที่จะเปลี่ยนแปลงการหักเหแสงแล้วทำให้มองไม่เห็นจากรอบข้าง

“เพิ่งเคยเห็นใกล้ๆเป็นครั้งแรกนี่ล่ะค่ะ สะดวกดีนะคะ”

“แหะๆ ยอดไปเลยใช่มั้ยล่ะ”

ในการโอ้อวดอย่างไม่กังวลอะไรนั้นไม่มีเจตนาร้ายใดๆอยู่

ส่วนปลายของผ้าคลุมนางฟ้าที่ถืออยู่แยกตัวออก แล้วละลายไปในอากาศ

ซาคุยะทำตาโตตกใจกับการสลายตัวที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่กิงโกะกลับไม่เปลี่ยนไปจากปกติ ราวกับเป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆ

“เพราะถ้าถูกเจอตัวจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับซาคุยะจังน่ะน้า ได้ทำให้ถึงจะพูดกันในนี้เสียงก็ลอดออกมาไม่ได้ไว้แล้วล่ะ ไม่คิดว่าจะมีมาคนแอบฟังหรอก แต่ระวังเผื่อไว้ก่อนน่ะนะ”

“ขอบคุณค่ะ……ทำอะไรได้หลายอย่างเลยสินะคะ”

“ก็นะ อย่างอื่นก็มีพวกแบบนี้”

กิงโกะใช้นิ้ววาดเส้นเป็นสี่เหลี่ยมบนอากาศ

ราวกับใช้นิ้วตัดออกมา ที่ว่างตรงนั้นมีภาพที่ต่างออกไปถูกฉายขึ้น

ถนนในป่าที่รู้จัก แล้วก็ไฟทางเก่าๆ ลึกเข้าไปมีตึกเรียนสไตล์ยุคเก่ากับประตูขนาดใหญ่ และห้องยาม

 

[หน้า 125]

“ทางเข้าของโรงเรียนพวกฉันเหรอคะ ?”

“เพราะไม่รู้สถานที่ ก่อนเข้ามาเลยวางเศษเสี้ยวของผ้าคลุมนางฟ้าไว้แล้วค่อยมาน่ะ ที่บอกว่าซาคุยะจังเห็นอะไรบางอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นแถวนี้ซะด้วยสิ”

“กล้องวงจรปิดเหรอคะ……ทำอะไรได้หลากหลายจริงๆด้วยสินะคะ”

“เดิมทีก็เป็นของสำหรับใช้ไปยังโลกที่ไม่รู้จักอยู่แล้วน่ะนะ ใช้ติดตั้งไว้ในที่ๆท่าทางจะมีอันตรายแล้วสังเกตการณ์อย่างปลอดภัยบ้าง เป็นฟังก์ชันที่ให้อารมณ์ประมาณว่ามาดูสัตว์ใหญ่อย่างไดโนเสาร์ใกล้ๆแล้วสัมผัสถึงพลังกันเถอะ~”

“……พอพูดแบบนั้นแล้ว คุณค่ามันดูลดลงยังไงไม่รู้นะคะ”

“อะฮะฮะ ว่าแล้ว คิดแบบนั้นเหรอ ?”

“ในฐานะผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคดีเมื่อไม่นานมานี้แล้ว ยังไงก็……”

สำหรับซาคุยะแล้ว ผ้าคลุมนางฟ้าคือกลุ่มก้อนของคำสาปที่นำพาหายนะมาสู่มนุษย์เรื่อยมา

เรื่องที่ว่าสภาพที่กิงโกะถือแล้วใช้อย่างงานสบายอารมณ์นั้นเป็นอะไรแบบเดียวกันนั้น ถึงจะได้มาเห็นในระยะใกล้ก็ยังมีอะไรที่เชื่อได้ยากอยู่

“ถ้าใช้ได้สะดวกก็ต้องใช้ไว้ล่ะน้า”

อาจจะเบื่อกับการมองหาของในห้องแล้วด้วยก็เป็นได้ เลยหันมาทางซาคุยะ

 

[หน้า 126]

พูดออกมาโดยไม่ปิดบังความอยากรู้อยากเห็น

“ถ้าได้ล่ะก็ช่วยพาชมแบบคร่าวๆทีสิ สนใจที่ๆซาคุยะจังเรียนอยู่น่ะ”

ไม่มีที่เหลือให้พูดแทรกการคัดค้านเรื่องนั้น

ออกจากห้องไปด้วยกันกับกิงโกะ

การเดินดูข้างในหอพักด้วยกันกับคนนอกผู้มีผมสีเงินสะดุดตานั้นจำเป็นต้องใช้ความกล้านิดหน่อย แต่ถึงจะเดินสวนกันไปหลายคนแล้ว ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสังเกตเห็นกิงโกะ

“……เฮ้อ”

ถึงอย่างนั้นก็กังวลจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวว่าความจะแตกเมื่อไร ทุกครั้งที่คนอื่นเดินผ่านไปก็จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“ถึงจะเดินอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่านี้ไปก็ไม่เป็นไรหรอกน้า”

“เข้าใจน่ะเข้าใจอยู่หรอกค่ะ แต่นี่ไม่ง่ายเลยนะคะ”

“อ๊ะ ใช่ๆ เวลาพูดไม่ต้องเปล่งเสียงออกมาชัดเจนก็ได้นะ ทางนี้จะจับเสียงเอง”

“……ช่วยได้เลยล่ะค่ะ”

เดินไปพูดคนเดียวไปก็ทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนได้เหมือนกัน การที่แก้ปัญหาไปได้อย่างหนึ่งนั้นดีใจจากใจจริง

“จะไปไหนดีเหรอคะ ?”

 

[หน้า 127]

ลองทำดูจริงๆตามที่ถูกบอกมา

พูดโดยแทบไม่ให้เส้นเสียงสั่น กลายเป็นเสียงในระดับที่ฟังไม่ชัดเล็กน้อยอยู่ภายในปาก

เป็นระดับเสียงที่ถึงจะหันหน้าเข้าหากันอยู่ คนอื่นก็ยังไม่ได้ยินแล้วคิดว่าหูแว่วไปเอง

ยังไงก็เบาไปจริงๆงั้นเหรอ ?  คิดแบบนั้น ทว่า

“อยากจะดูในพื้นที่ไว้ซักรอบน่ะน้า ว่ากว้างขนาดไหน แล้วเชื่อมกับภูเขาอยู่รึเปล่าน่ะ”

คำตอบจากกิงโกะนั้นไม่มีการอ้ำอึ้งลังเล ดูเหมือนจะส่งผ่านไปได้อย่างชัดเจน

“เข้าใจแล้วค่ะ”

ออกมาจากหอพักแล้วมุ่งไปยังตึกเรียน

ในระหว่างที่มุ่งหน้าไปที่ตึกเรียน ก็ทักทายพวกนักเรียนที่เดินสวนกันไป

“อ๊ะ !”

รุ่นน้องคนหนึ่งเห็นซาคุยะแล้วก็ส่งเสียงขึ้น

“สวัสดีค่ะ”

คิดว่าเผลอไปทำให้ตกใจเข้ารึเปล่า จากนั้นก็ทักทายเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไป

รู้สึกว่าเคยเห็นหน้าสาวน้อยคนนั้นมาก่อน แต่เนื่องจากไม่ใช่คนที่รู้จักกันโดยตรง เลยคิดว่าเป็นการคิดไปเอง

 

[หน้า 128]

“รุ่นพี่มินางามิ”

“คะ”

ถูกเรียกให้หยุด ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็จะผ่านไปเฉยๆไม่ได้แล้ว

“คนรู้จักของซาคุยะจังเหรอ ?”

“เปล่าค่ะ……”

แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเคยเห็นที่ไหนซักแห่ง

ถ้าพิจารณาจากที่ไม่สามารถนึกออกได้อย่างชัดเจนแล้ว คงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบที่เคยแนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการ

“ขอบคุณค่ะที่อุตส่าห์เข้าร่วมงานเลี้ยงคริสต์มาสให้”

โค้งศีรษะให้อย่างกระฉับกระเฉง

พอเห็นสิ่งนั้นแล้วก็นึกได้ เป็นหนึ่งในเด็กผู้หญิงที่มาขอให้ซาคุยะเซ็นชื่อที่หอพักในคืนนั้น

“ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะได้รับการขอบคุณหรอกค่ะ แถมยังไม่ได้เข้าร่วมเลยด้วยค่ะ”

“อ๊ะ !  นะ นั่นสินะคะ ขอบคุณค่ะที่มีกำหนดการณ์ว่าจะเข้าร่วม……เอ๊ะ……?”

“เป็นเด็กที่น่าสนใจยังไงไม่รู้เนอะ”

“พูดแบบนั้นก็น่าสงสารแย่สิคะ”

ตอบกลับการประเมินแบบไม่อ้อมค้อมของกิงโกะด้วยการตบมุข จากนั้นมองสาวน้อยใหม่อีกครั้ง

 

[หน้า 129]

ผมถูกตัดให้เท่ากันเป็นความยาวประมาณกึ่งกลางระหว่างผมบ๊อบกับผมหน้าม้าสั้นตรง เป็นเด็กผู้หญิงที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นตุ๊กตาญี่ปุ่น

จากท่าทีที่กำลังลำบากใจเป็นอย่างมากเพราะอยากจะขอบคุณซาคุยะให้ได้ซักทางนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงการอบรบเลี้ยงดูที่ดี

เป็นเด็กที่ร่างเล็กและตัวเตี้ยกว่ามิยูกิที่เป็นประธาน MSF อีก

“น่ารักยังไงก็ไม่รู้เนอะ เหมือนโชวโกะจังเลย”

“นั่นสินะคะ”

ถ้ารู้ว่ากำลังถูกนำไปเทียบกับลูกพี่ลูกน้องที่อายุน้อยกว่ามากแล้วล่ะก็ ความภูมิใจในตัวเองของเธอคงจะมีบาดแผลแน่ๆ แต่ก็เข้าใจเรื่องที่อยากพูด

เป็นเด็กสาวที่เข้ากับการอุปมาว่าเป็นเหมือนสัตว์ตัวน้อย

“ได้ยินว่ามาที่ห้องชมรมด้วย ฉันเลยคิดว่าทุกคนน่าอิจฉาค่ะ ถึงจะบังเอิญแต่ก็ดีใจที่ได้พบกันค่ะ”

และแบบนั้นก็เลยเข้าใจ เคยได้ยินชื่อของเธอมาแล้ว

“ถ้าจำไม่ผิด คุณโฮนามิ……สินะคะ ที่อยู่ชมรมเลี้ยงสัตว์ด้วย”

“อ๊ะ ค่ะ !  ใช่ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรว่าเป็นการขอบคุณเรื่องอะไร แต่คงจะดีใจที่รู้ชื่อ

 

[หน้า 130]

การถูกเข้าหาด้วยความรู้สึกดีๆอย่างไม่เขินอายจากรุ่นน้องนั้น รู้สึกดีใจก็จริงอยู่ แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกอายด้วย

และโดยเฉพาะยิ่งมีกิงโกะมาส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างๆ เลยยิ่งไปกันใหญ่

“เห็นว่าทำพวกงานดูแลสัตว์ที่บาดเจ็บอยู่”

“ค่ะ ……ก็เป็นแบบนั้นล่ะค่ะ แต่……”

กับหัวข้อสนทนาที่หยิบยกมาโดยไม่คิดอะไรนั้น ท่าทีได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สีหน้าดูเศร้าหมองลงไป

หรือว่าเกิดเรื่องน่าเศร้าอะไรขึ้นงั้นเหรอ

“ชมรมเลี้ยงสัตว์เนี่ยคืออะไรเหรอ ?”

กิงโกะถามมา แต่ไม่รู้สึกว่าตอนอยู่ต่อหน้ารุ่นน้องจะอธิบายได้ดีเลย

“ถ้าอย่างนั้น ได้เวลาต้องขอตัวแล้วค่ะ”

“อ๊ะ ค่ะ ขอบคุณค่ะ !”

โค้งศีรษะให้ราวกับกำลังขอบคุณรุ่นพี่ชมรมเดียวกัน

เลือกเวลาเป็นตอนที่ออกห่างจากเธอไปแล้ว แล้วอธิบายให้กิงโกะฟัง

“เป็นกิจกรรมชมรมที่ในกรณีที่มีสัตว์หลงเข้ามาก็จะแจ้งสถานีอนามัยหรือสัตวแพทย์ แล้วก็คอยดูแลจนถึงตอนส่งมอบน่ะค่ะ ดูเหมือนว่าเมื่อก่อนทางอาจารย์จะเป็นคนทำ แต่เพราะมีนักเรียนบอกว่าอยากช่วย เลยกลายเป็นชมรมอย่างเป็นทางการค่ะ”

 

ตอนถัดไป

Comment

Comment:

Tweet