Chapter 3 (Part 3)

posted on 20 Dec 2014 02:01 by vermillionend in FuyuNoKomorebi
คำเตือน : เกิน 25% เป็นการดำน้ำ
แปลมาจากหนังสือนิยาย

[หน้า 201]

“ที่ซาคุยะจังสงสัยอยู่คือถึงจะถวายตุ๊กตาไปแล้ว แต่หลังจากนั้นตอนที่ไปดู ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เรื่องนั้นไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ของเครื่องรางไม่บรรลุเป้าหมายหรอกเหรอ คิดแบบนั้นสินะ”

“ค่ะ ตามนั้นล่ะค่ะ”

“ตรงจุดนั้น ในกรณีที่ถวายตุ๊กตาไปจะมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งตามมา การเปลี่ยนรุ่นของตุ๊กตาน่ะ”

“อ๊ะ……เคยเห็นในพวกข่าวพิเศษเทศกาลฤดูร้อนค่ะ เผาตุ๊กตาบ้าง เอาไปลอยแม่น้ำบ้าง”

“ในกรณีของหมู่บ้านมินาคามิเองก็เป็นการเผาสินะ”

“นอกเหนือจากของๆตระกูลบางตระกูลน่ะนะ”

เพราะเผาจนหายไปแล้ว เลยไม่มีความจำเป็นต้องเช็คดูบาดแผลบนตุ๊กตา

ผลลัพธ์คือเหลือแค่ความจริงที่ได้ถวายตุ๊กตาไป เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบดูของที่หายไปแล้วได้ เลยเหลือแค่ข่าวลือที่ว่าได้รับการปกป้อง

“……เป็นเรื่องที่น่าสนใจยังไงไม่รู้นะคะ”

“ก็นะ แน่นอนว่าคิดแบบนั้นจะสบายใจกว่า ทั้งโคสุเกะทั้งซาคุยะจัง ตอนเทศกาลหน้าร้อนได้ทำตุ๊กตาถวายไปด้วย ต้องช่วยปกป้องแน่นอน”

“อืม ก็อยากให้เป็นแบบนั้นน่ะนะ”

รถประจำทางประกาศแจ้งป้ายถัดไป

 

[หน้า 202]

อยู่ในรถราวๆสามสิบนาที แต่เพราะคุยกันอย่างออกรสรึเปล่านะ เลยรู้สึกว่าเป็นเวลาแค่พริบตา

พอลงจากรถที่มีเครื่องทำความร้อนทำงานอยู่ ก็ห่อตัวให้กับลมหนาวที่พัดมาจากภูเขา

“ดีนะที่หิมะไม่ทับถมกัน”

“ตกมาแล้วหรอกเหรอ ตั้งแต่เมื่อไรกัน……”

“ก่อนหน้านี่ไม่นาน ตกแปะๆมาน่ะนะ แต่ก็หยุดตกทันทีแล้วละลายไปหมดแล้ว”

“ถ้าเป็นโตเกียวล่ะก็ ไม่ขึ้นปีใหม่ก็ไม่ตก หลังๆมานี้เลยไม่ได้ดูหิมะอย่างเต็มอิ่มเท่าไร”

“ที่นี่ทับถมกันเลยนะ พอถึงวันหยุดแล้วก็มาสิ เพราะจะให้ช่วยกวาดหิมะที่ศาลเจ้าน่ะ”

“แบบนั้นก็เป็นการทำงานหนักน่ะนะ……”

ในขณะที่ตั้งใจฟังเรื่องของทั้งสอง ซาคุยะก็ตั้งใจว่าจะจดจำสภาพในฤดูหนาวของหมู่บ้านมินาคามิไว้ให้ตราตรึงอยู่ในใจ

กลิ่นอายของฤดูร้อนกับเสียงของจักจั่น ในขณะที่ถูกสายลมเย็นๆซึ่งพัดลงมาจากภูเขาเป่าเหงื่อ เหงื่อที่ไหลย้อยที่แก้มก็ร่วงลงสู่พื้นดินแล้วระเหยไป……พอได้ยินคำว่าหมู่บ้านมินาคามิแล้วที่นึกขึ้นมาคือภาพในฤดูร้อนแบบนั้น

ตอนนี้ผู้คนใส่เสื้อผ้าหนาๆ แล้วเดินราวกับห่อตัวกันอยู่

แสงอาทิตย์ในฤดูหนาวสูงไม่พอ เงาของภูเขาได้ยืดยาวออก เลยรู้สึกหนาวขึ้นไปอีก

คิดว่าทั้งๆที่ถ้าหิมาตกมาก็ดีแล้วแท้ๆ

 

[หน้า 203]

ทั้งที่ถ้าถูกตกแต่งด้วยสีขาวล่ะก็ ทิวทัศน์ที่ดูเหงาและหนาวเหน็บก็จะมีการแต่งแต้มที่สดใสเพิ่มขึ้นมาแท้ๆ

“หลังจากนี้พวกนายจะเอายังไงล่ะ ?  ตรงไปบ้านคุณอิวานางะเลยเหรอ”

“……ไม่ล่ะ อยากจะรีบทำเป้าหมายให้เสร็จลุล่วงก่อนที่จะทำตัวสบายๆน่ะ”

“นั่นสินะคะ……ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไรด้วย”

ทางศาลเจ้ามีผู้หญิงผมสีเงินโบกมืออยู่

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างงั้นจะรับฝากสัมภาระไว้ก่อน เสร็จแล้วมาเอานะ”

“โทษทีนะ”

“ป่านนี้แล้วไม่ใช่เหรอไง”

ที่ใต้บันไดหินซึ่งทอดยาวต่อไปยังศาลเจ้ามีกิงโกะรออยู่

“ไปดีมาดีนะ คุณกิงโกะ ฝากทั้งสองคนด้วยนะคะ”

“วางใจได้เต็มที่เล้ย มีฉันคนนี้อยู่ทั้งคน สบายมากหายห่วง”

ยิ้มตอบกลับมาด้วยท่าทางปกติของกิงโกะ จากนั้นอิโรฮะที่เอาสัมภาระของโคสุเกะกับซาคุยะไปถือก็ขึ้นบันไดหินไป

“ถ้าพูดถึงเครื่องรางแล้วล่ะก็ อาจจะเป็นคุณอิโรฮะก็ได้นะคะ”

“หืม ?  เรื่องอะไรงั้นเหรอ ?”

“เรื่องตุ๊กตาของศาลเจ้าคาสุกะน่ะครับ ที่ว่าปกป้องผู้คนในฐานะโยริชิโระ ซาคุยะคงเห็นการเอาใจใส่ดูแลของอิโรฮะเป็นอะไรแบบนั้นน่ะครับ”

 

[หน้า 204]

พยักหน้ายอมรับให้กับการพูดเสริมของพี่ชาย

“อ้อ~……แบบนี้นี่เอง”

แต่กิงโกะที่คุยด้วยนั้นมีรอยยิ้มที่ดูไม่ราบรื่นยากจะเข้าใจยังไงไม่รู้ผุดขึ้นมา

 

 

พอเดินผ่านถนนที่ปูไว้หน้าบันไดหินซึ่งทอดยาวต่อไปยังศาลเจ้าคาสุกะก็จะไปสุดทางที่แม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านมินาคามิ

พอเดินมุ่งหน้าไปยังต้นน้ำจากที่นั่น ก็จะเป็นทางที่ไปถึงไหล่เขาโดยตรง

“เมื่อกี้ทำไมถึงได้ทำหน้าเศร้าเหรอคะ ?”

“หืม ?  เรื่องอะไรงั้นเหรอ”

“เรื่องตุ๊กตาของศาลเจ้าคาสุกะค่ะ”

“……อ๊ะ……อืม……ก็นะ”

มีบรรยากาศที่บ่งบอกว่ากิงโกะพยายามจะหลบเลี่ยงลอยออกมาอยู่ แต่ซาคุยะก็ไม่ได้พูดต่อแล้วรอคำพูดของกิงโกะไป

ดูเหมือนโคสุเกะเองก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน และแค่ก้าวเท้าต่อไปอย่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไร

“……ถึงจะบอกว่าเป็นเทพคุ้มครองก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่น่าขอบคุณเท่าไรหรอกนะ”

ที่พูดพึมพำขึ้นมาคือช่วงที่อยู่ในละแวกที่ผิวดินเริ่มเปลี่ยนจากดินเป็นหิน

 

[หน้า 205]

“ที่ธรรมเนียมนั้นเกิดขึ้นคือช่วงยุคสมัยที่ยามาวาโระยังเยอะอยู่น่ะ ตอนนั้นแย่กว่าตอนนี้มาก ได้แต่อธิษฐานกับเทพเจ้าอย่างเดียว ที่เกิดขึ้นมาในตอนนั้นคือธรรมเนียมนี้ที่ว่าขอแค่รอดผ่านไปได้ปีเดียวก็ดีแล้ว ทุกปีจะสร้างของใหม่มาเปลี่ยน แล้วทุกครั้งจะทำเป็นว่าตัวเองคนเก่าได้ตายไปแล้วและเกิดใหม่ จากนั้นก็จะฝากความหวังไว้กับปีใหม่ที่มาเยือน ……เป็นต้นกำเนิดที่น่าเศร้าสินะ”

“แต่เพราะคุณกิงโกะมา สรุปว่านั่นก็เลยบรรลุเป้าหมายสินะคะ”

“ไม่ใช่ว่าสามารถช่วยได้ทุกคนซะหน่อย ……แล้วเดิมทีฉันก็ไม่ได้มาเพื่อช่วยคนด้วย”

ยิ้มจางๆราวกับเป็นการหัวเราะเยาะตัวเอง

“พ่อแม่ของอิโรฮะจังก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ฉันช่วยหาสองคนนั้นให้เจอไม่ได้ เพราะแบบนั้นเลยไม่ค่อยชอบเครื่องรางอะไรเท่าไรน่ะ”

“คุณกิงโกะ……”

ได้ยินแต่เสียงฝีเท้าที่เดินขึ้นเขาไปราวๆครู่หนึ่ง

“ว่าแต่ทานูกินั่น ตอนนี้เป็นยังไงเหรอคะ ?”

“อ๊ะ……อื้อ เป็นเด็กที่เป็นมิตรกับคนแล้วก็ฉลาดมากเลยล่ะ”

“เห ถ้าโชวโกะจังได้เห็นคงจะดีใจล่ะนะ แต่ถ้าเป็นทานูกิแล้วก็ท่าทางจะทะเลาะกับกอนตะด้วยสิน้า……”

ตอนนี้เป็นหมาจิ้งจอกที่กลายเป็นเทพคุ้มครองของหมู่บ้านมินาคามิไปแล้ว

 

[หน้า 206]

กอนตะซึ่งถูกเลี้ยงไว้ที่ด้านหลังของศาลเจ้านั้น ดูเหมือนจะค่อยๆคุ้นเคยกับผู้คนขึ้นเรื่อยๆและเริ่มโผล่ออกมาหน้านักท่องเที่ยวด้วยแล้ว

ตอนที่คุยโทรศัพท์เมื่อวันก่อน อิโรฮะพูดว่าซักวันหนึ่งอาจจะกลายเป็นของขึ้นชื่อของหมู่บ้านมินาคามิไปก็ได้

“ตอนนี้เครื่องส่งสัญญาณที่ติดไว้ที่เด็กคนนั้นหลุดออกไปเรียบร้อยแล้วล่ะ แต่ว่าขณะนี้เองก็ยังอยู่ในภูเขานี้ไม่ผิดแน่ เพราะสัญญาไว้ว่าจะพาซาคุยะจังมาให้”

“……ค่ะ”

“แต่”

กิงโกะทำท่าจะพูดอะไรซักอย่าง แล้วก็หยุดไป

ทั้งคู่มองกิงโกะที่จู่ๆก็หยุดหัวข้อสนทนาไป รอให้พูดต่ออยู่ แต่ก็ไม่มีคำพูดต่อไปออกมา

“แต่ อะไรหรือคะ ?”

ซาคุยะเป็นคนรับมาถามต่อ

“เอ่อ……ทั้งสองคน จากนี้ไปอาจจะได้เห็นอะไรไม่น่าดูเข้าก็ได้ เป็นอะไรไหม ?”

นั่นคงจะเป็นเนื้อหาที่ต่างจากที่คิดจะพูดในตอนแรก แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ

คิดอยู่ว่าถ้ากิงโกะตัดสินใจแบบนั้นแล้วล่ะก็คงจะเป็นอะไรที่พูดออกมาเป็นคำพูดได้ยากแน่นอน

“ค่ะ ดูเหมือนเด็กคนนั้นจะมีธุระกับฉันด้วย แล้วก็เพราะคิดว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับยามาวาโระ…… ไม่สิ คดีที่เกี่ยวข้องกับนางฟ้าทั้งหมดมีความรับผิดชอบเกี่ยวโยงมาถึงฉันค่ะ”

 

[หน้า 207]

“ผมก็ด้วยครับ”

“……งั้นเหรอ เข้าใจแล้ว”

พยักหน้าแล้วคราวนี้ก็มีรอยยิ้มที่ดูขี้แกล้งเล็กน้อยผุดขึ้นมา

“แหม~ พอได้ฟังระดับการเตรียมใจแล้ว พี่สาวก็โล่งใจ ถึงบอกว่าจะเข้าไปในนี้น้า~ ไปก็เถอะ ปกติแล้วจะพูดคำพูดอย่างมาพยายามกันเถอะ !  ไปโดยไม่คิดอะไรไม่ได้ด้วยสินะ”

ดูเหมือนจะปีนขึ้นมาถึงตอนบนของภูเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

กิงโกะใช้มือชี้ทิวทัศน์ที่มองเห็นอยู่เบื้องล่างจากหน้าผาสูงชัน

ในภูเขามีต้นไม้ขึ้นระเกะระกะเต็มไปหมด ไม่มีร่องรอยของมนุษย์เข้าไปเลย ที่อยู่เบื้องหน้าคือป่าหนาทึบที่แผ่ขยายออกไป จะมีที่ให้เดินได้จริงๆรึเปล่าก็ไม่รู้

“นะ ในนี้เหรอครับ ?”

“รู้สถานที่อยู่แล้วสินะคะ”

“ไม่น้า เมื่อกี้ก็เพิ่งพูดไปหยกๆว่าสมอหลุดไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

ตรงข้ามกับกิงโกะที่หัวเราะก๊ากด้วยท่าทางสนุกสนานโดยสิ้นเชิง ไหล่ของโคสุเกะกับซาคุยะเริ่มค่อยๆตกไปทีละน้อย

“ไม่เป็นไรๆ ถ้าเดินทั้งวันล่ะก็ต้องเจออะไรซักอย่างแน่”

“……ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีอยู่หรอกครับ แต่……”

 

[หน้า 209]

“จะว่ายังไงดี เดิมทีถึงจะแค่ลงไปอย่างเดียวก็ดูท่าจะใช้เวลาวันนึงแล้วนะคะ”

“ตรงนั้นฝากให้พี่สาวจัดการได้เลย ถ้าเป็นที่นี่ล่ะก็ไม่ถูกใครเห็นด้วย จะเคลื่อนย้ายให้อย่างนุ่มนวลเอง”

พอเห็นท่าทางที่ดูสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้ว อารมณ์ของโคสุเกะกับซาคุยะก็ห่อเหี่ยวลงไปอย่างเห็นได้ชัด

“……ยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก ไปกันไหม”

“ถ้าเตรียมข้าวกล่องมาก็คงจะดีหรอกนะคะ……”

“อย่าบ่นมากน่า มันชวนให้รู้สึกหดหู่นะ แต่ยังไงเรื่องที่ขอแค่มีคุณกิงโกะอยู่ด้วยก็ไม่ต้องประสบภัยน่ะ ช่วยได้ใช่ไหมล่ะ”

“ค้างแรมในป่าก็สนุกเหมือนกันน้า”

ได้ยินคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบแล้วไหล่ของทั้งคู่ก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

 

 

การเคลื่อนย้ายไปยังใต้หน้าผานั้นได้รับการขนย้ายไปโดยใช้ผ้าคลุมนางฟ้าของกิงโกะ

พอกางแผ่นสีฟ้าที่กิงโกะมีออกไปก็จะกลายเป็นผ้าคลุมนางฟ้าที่ใช้คลุมร่างกาย นั่นมีฟังก์ชันอยู่หลายอย่าง ถ้าปลดลิมิตการทำงานออกล่ะก็การบินไปบนท้องฟ้าเองก็ทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

“จะว่าไปเพิ่งเคยบินโดยให้ทั้งสองคนซ้อนเป็นครั้งแรกรึเปล่านะ ?  เป็นไง ?  สนุกมั้ย ?”

 

[หน้า 210]

“…………ไม่ไหว เกินไปแล้ว……”

“บริเวณเท้าไม่มั่นคงเกินไปจนน่ากลัวเกินไปค่ะ”

ตอนที่ถูกบอกให้นั่งลงไปบนผืนผ้าบางๆที่ไม่มีแม้แต่เข็มขัดรักษาความปลอดภัยและดูพึ่งพาไม่ได้นั้น ได้ทำหน้าสิ้นหวังยิ่งกว่าตอนที่บอกมาว่าจะเข้าไปในทะเลป่าซะอีก

พอนั่งลงไปบนผ้าที่คาอยู่กลางอากาศโดยไม่สนใจแรงดึงดูด ก็แบกร่างของสามคนขึ้นไปด้วยการเคลื่อนไหวที่มีพลังกว่าที่คาด

ทั้งๆที่แรงแท้ๆ แต่ถึงจะห่างจากพื้นไปแล้วก็ยังไม่มีที่โผล่มาให้จับ แค่เกาะแขนสองข้างของกิงโกะที่อยู่ตรงกลางก็เต็มแรงแล้ว

พอคิดว่ามีขากลับอยู่ด้วยเหมือนกันก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ

พูดได้ยากว่าการเดินในป่านั้นสบาย แต่ก็ตระหนักได้ถึงความสำคัญของเรื่องที่ขาแตะอยู่กับพื้น

กิงโกะเดินนำอยู่หน้าสุด ยืดผ้าคลุมนางฟ้าออกไปแล้วทำให้มีรูปร่างเป็นเหมือนนางินาตะ จากนั้นก็ใช้นางินาตะตัดหญ้าสูงๆสร้างทางเดินไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะตัดไปเท่าไรความคมก็ไม่ตกลงไปเลย ทั้งๆที่ไม่มีท่าทีว่าได้ใส่แรงลงไปแท้ๆ ต้นไม้ใบหญ้าที่ขวางทางค่อยๆเปิดออกไปเรื่อยๆด้วยการฟันเพียงครั้งเดียว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้านั้นคิดว่าสะดวกดี

“เป็นเรื่องเมื่อกี้น่ะนะ”

 

ตอนถัดไป

Comment

Comment:

Tweet