Chapter 3 (Part 5)

posted on 22 Dec 2014 00:57 by vermillionend in FuyuNoKomorebi
คำเตือน : เกิน 25% เป็นการดำน้ำ
แปลมาจากหนังสือนิยาย

[หน้า 221]

“น่า เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ”

“วางทิ้งกันดื้อๆเลยเรอะ !?”

“คิดว่าแม้แต่คุณกิงโกะเองก็พูดไม่ได้ว่าไม่มีสิ่งที่กลัวค่ะ ตอนนี้ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่ช่วงที่มายังโลกนี้ ทุกอย่างก็มีแต่ของที่ไม่คุ้นเคย ก็เลยคิดว่าเคยรู้สึกกลัวอยู่ด้วยเหมือนกันค่ะ”

“ก็… นั่นก็เป็นแบบนั้นล่ะนะ ตอนที่ถูกคาตานะฟันก็เจ็บด้วย……อืมม แต่ตอบยากน้า”

“ที่ซาคุยะกำลังพูดอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับความกลัวทางจิตใจ เพราะพี่พูดโดยมีเรื่องทางกายเป็นศูนย์กลางก็เลยไม่ตรงกันน่ะนะ”

“ความหวาดกลัวว่าอาจจะกลับไม่ได้ก็ได้ที่พี่ยกตัวอย่างมาไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางจิตใจหรอกเหรอคะ ?”

“ต่างกันนิดหน่อยรึเปล่านะ สุดท้ายแล้วความรู้สึกกดดันทางจิตใจจากการประสบภัยก็คืออาการย่ำแย่ทางกายซึ่งเกิดขึ้นจากการถดถอยของพลังกาย, การท้องว่าง แล้วก็ความรู้สึกอึดอัดทางจิตใจเพราะไม่รู้ทางออก……อืม ก็คือความเครียดล่ะนะ นี่ล่ะที่เป็นสาเหตุ ถ้าพูดในทางกลับกัน หากสามารถยืนยันทางออกได้ทุกเมื่อล่ะก็ความเครียดจะลดลงไปเยอะมากน่ะ”

“พูดเหมือนเคยมีประสบการณ์จริงเลยนะคะ”

“นั่นก็เพราะมีประสบการณ์จริงอยู่น่ะสิ นอกจากคดีในหมู่บ้านมินาคามิแล้ว เพราะกิจกรรมชมรมหรือไม่ก็เรื่องอะไรซักอย่างเลยได้เข้าไปในภูเขาอยู่บ่อยๆ”

 

[หน้า 222]

“อ๊ะ……อย่างนี้นี่เอง”

โคสุเกะสังกัดอยู่ชมรมคติชนวิทยาที่มหาวิทยาลัย

เพราะไปช่วยงานศาสตราจารย์เลยได้มีประสบการณ์งานภาคสนามกลางภูเขาหลายครั้ง ตอนที่ถูกยามาวาโระไล่อยู่ในภูเขาด้วยกันกับซาคุยะเองก็ได้ใช้ประสบการณ์นั้นคอยให้กำลังใจและปกป้องซาคุยะ

เพราะแยกกันอยู่ ความรู้สึกที่มีต่อชีวิตนักเรียนมหาวิทยาลัยของพี่ชายก็เลยเบาบางลงตามไปด้วย ไม่ว่ายังไงก็เผลอตัดสินจากพี่ชายตอนที่เจอหน้ากัน

“ให้เทียบตอนที่มองลงมาจากส่วนบนของภูเขาหรืออะไรแล้วเห็นเป้าหมาย กับตอนอยู่ในป่าลึกขนาดที่มองลงมาไม่ได้ ยังไงความรู้สึกกดดันทางใจก็ผิดกัน แน่นอนว่าพี่ไม่พูดเรื่องอย่างคุณกิงโกะไม่เคยรู้สึกกลัวอะไรหรอก แต่ก็ไม่คิดว่าอยู่ในป่าแล้วจะกลัว ไม่ใช่เหรอไงนะ”

“ยังไงไม่รู้ พอถูกพูดแบบนั้นมาอย่างชัดเจนแล้วก็คาใจเหมือนกันนะ……แต่ก็ไม่เคยรู้สึกกลัวตามความหมายจริงๆอย่างที่ว่ารึเปล่าน้า”

“นั่นไง”

“แน่นอนว่ามีความรู้สึกกลัวที่ได้สัมผัสในตอนที่มายังโลกนี้แล้วเหลือตัวคนเดียวอย่างที่ซาคุยะจังพูด แต่ว่านั่นก็เป็นของที่ไม่ว่าใครก็มีเหมือนกัน อาจจะเหมือนกับเรื่องที่โคสุเกะคุงกับซาคุยะจังที่ปกติใช้ชีวิตอยู่ในเมืองคิดว่าที่นี่น่ากลัวด้วยซ้ำนะ”

“เพราะความแตกต่างของพื้นที่การใช้ชีวิตคือการเผจิญหน้ากับความไม่รู้ เป็นความกลัวจากการโดดเดี่ยวสินะครับ พอไปเห็นคนที่ใช้ชีวิตต่างไปจากสามัญสำนึกของตัวเองมาก เอกลักษณ์ของตัวเองก็จะสั่นคลอนอย่างรุนแรง อย่างเช่นการนำผลผลิตที่ได้มาด้วยการกระทำที่คิดว่าเป็นการกระทำที่สกปรกเข้าปาก ด้วยเหตุนั้นคนที่ยอมรับอารยธรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตไม่ได้ก็เลยมีอยู่เยอะ ถึงจะไม่เป็นขนาดนั้น แต่แค่วงจรการใช้ชีวิตต่างกัน มนุษย์ก็รู้สึกได้ถึงความเครียดมหาศาลเข้าแล้วล่ะครับ”

 

[หน้า 223]

“จริงๆด้วยนะคะ แล้วนั่นเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งรึเปล่าคะ ?”

“คิดว่าไม่เป็นแบบนั้นหรอกนะ ในปัจจุบันนี้นี่ล่ะที่พวกนักเดินทางในยุคสำรวจถูกบอกว่าไม่เกรงใจคนอื่นและทำเรื่องโหดร้ายเท่าที่จะโหดร้ายได้ในดินแดนใหม่ แต่น่าจะมีเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของเรื่องนั้นอยู่ด้วยแน่ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจากสามัญสำนึกในปัจจุบันจะเห็นเป็นแค่โจรที่บุกรุกเข้าไป แต่เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นแบบนั้นซะหมดน่ะนะ”

“รู้สึกเหมือนกับว่าโดดข้ามไปไกลเกินไปอีกแล้วเลยค่ะ”

“งั้นหรอกเหรอ ?  ความแตกต่างของเทพที่เคารพบูชาคือความแตกต่างของสามัญสำนึกกับศีลธรรมน่ะ ถ้ามองจากพวกที่คิดว่าการใช้อย่างอื่นนอกจากมีดกับส้อมเป็นการไร้อารยธรรมและลบหลู่เทพเจ้าแล้ว ถึงจะเห็นว่าชาวพื้นเมืองที่ไม่รู้จักแม้แต่มีดกับส้อมไม่มีของอย่างอารยธรรมอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ……แน่นอนว่าถ้ามองกลับกันก็คงเห็นเป็นคนนอกที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของพวกตัวเองนั่นล่ะ ถ้าเป็นคนต่อคนด้วยกันล่ะก็ยังดี แต่ถ้าเป็นกลุ่มคนต่อกลุ่มคนล่ะก็ จะทำให้หลีกเลี่ยงการปะทะกันอย่างรุนแรงไม่ได้ขึ้นมา”

“นั่นเป็นเพราะความหวาดกลัวเหรอคะ ?”     

 

[หน้า 224]

“พี่คิดว่าเรื่องแบบนั้นก็มีอยู่ด้วยเหมือนกันนะ สิ่งแปลกปลอมที่ปะปนเข้าไป ถ้ามีขนาดเล็กล่ะก็แค่รับเข้าไปให้หมดหรือไม่ก็กำจัดออกไปข้างนอกให้หมด แค่นั้นก็จบแล้ว แต่ถ้ามีขนาดใหญ่ล่ะก็ ยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไรก็ยิ่งรับเข้ามาหรือกำจัดทิ้งไปไม่ได้เท่านั้น แล้วจะกลายเป็นว่าต้องอยู่ในสภาพแบบนั้นต่อไป ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วล่ะก็หลังจากนั้นก็เหมือนกัน แค่ทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีขนาดเล็กพอที่จะรับเข้ามาหรือกำจัดทิ้งได้ก็พอแล้ว ……เป็นแนวโน้มแบบนี้น่ะ”

“ในกรณีของฉันเพราะมีแค่คนเดียวน่ะนะ ในที่สุดก็ชินกับโลกทางนี้ และก็ได้ที่อยู่มาแล้วด้วย……แต่บางที ถ้าตอนที่ลงมาครั้งแรกเป็นจำนวนคนที่สามารถไล่พวกมนุษย์ที่โจมตีเข้ามาให้กระเจิงไปได้ง่ายๆล่ะก็……ตอนนี้คงไม่ได้มาอยู่ที่นี่แบบนี้หรอกนะ”

“เป็นเรื่องน่ากลัวยังไงไม่รู้นะคะ”

“ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความกลัวทางจิตใจตลอดไม่ใช่เหรอ”

“เปล่าค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น”

แต่ไม่รู้ทำไมได้ถึงนึกขึ้นมา     

ความกลัวกับความกดดันทางจิตใจซึ่งมีต่อผืนดินที่ไม่รู้จัก ถึงจะเปลี่ยนขนาดของกลุ่มที่พี่ชายพูดให้เป็นพลังเฉพาะตัวของบุคคลไป นั่นก็ยังคงเหมือนเดิม ถ้าตัวเองมีพลังที่สามารถต่อสู้ได้อยู่ล่ะก็ เรื่องที่คิดว่าจะทำอะไรให้ได้ซักทางนั้นทั้งคนและสัตว์อาจจะไม่ต่างกันก็เป็นได้

แม้จะเป็นสัตว์ที่ไม่มีทั้งเขี้ยวทั้งกรงเล็บ ไม่เหมาะกับการต่อสู้ก็ตาม ในฐานะเผ่าพันธุ์แล้วไม่ใช่ว่าอ่อนแอ

ด้วยวิธีการหลายๆอย่าง ทำให้ตอนนี้ในเวลานี้เองก็เหลือรอดอยู่

 

[หน้า 225]

สัตว์ที่กลายเป็นยามาวาโระไปนั้นจะมีนิสัยดุร้ายขึ้นและมีความสามารถในการต่อสู้เพิ่มขึ้นมาก แล้วนอกจากความสามารถทางกายของสัตว์แล้วยังมีพลังชีวิตอันดีเลิศที่ถ้าแค่ถูกฟันล่ะก็ไม่ตายอีก ยิ่งไปกว่านั้นยังได้นิสัยดุร้ายที่ทำให้ไม่ลังเลในการโจมตีมนุษย์มา

ทว่า ถ้ายามาวาโระในตอนนี้ซึ่งสูญเสียนิสัยดุร้ายไปแล้วใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังหรือเป็นกลุ่มเล็กๆล่ะก็ จะกลับไปมีพฤติกรรมแรกเริ่มเดิมทีของสัตว์รึเปล่านะ

เรื่องของทั้งสองตัวที่โผล่มาที่โรงเรียนคาใจอยู่ไม่ยอมห่าง

ฝั่งหนึ่งโจมตีซาคุยะ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็พยายามปกป้องซาคุยะ

ทว่า ไม่มีร่องรอยว่าทั้งสองฝั่งได้เคยโจมตีมนุษย์

เรื่องนั้นทำไมกันนะ……?

“ซาคุยะ ?”

“อ๊ะ……เผอิญมีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะค่ะ……”

“ไม่ใช่แบบนั้น”

พี่ชายชี้ไปยังกิงโกะที่เดินนำ

กิงโกะหยุดยืน รอให้ทั้งคู่มาถึงอยู่ ผ้าคลุมนางฟ้าที่เปลี่ยนไปเป็นนางินาตะก็กลับสู่สภาพเดิมเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

พอหันกลับไปมองถนนที่เดินมาอย่างยากลำบากก็พบว่าเฉพาะตรงนั้นเท่านั้นที่ถูกดายออกและถูกเหยียบจนกลายเป็นทางเดินของมนุษย์ไป

 

[หน้า 226]

“ถึงแล้วล่ะ”

เร่งให้ทั้งสองไปข้างหน้า

ทว่า ทำไมเสียงถึงได้ฟังดูแข็งๆยังไงไม่รู้กันนะ

ที่เห็นเป็นสีหน้าโศกเศร้าราวกับว่าที่คุยกับโคสุเกะอย่างร่าเริงจนถึงเมื่อกี้เป็นเรื่องโกหกนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากเรื่องแบบไหนกันแน่นะ

พี่ชายเองก็รู้สึกได้ถึงอะไรแบบเดียวกันรึเปล่านะ เลยเผลอมองหน้ากันไปเองตามธรรมชาติ

เตรียมตัวเตรียมใจแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

ปลายทางที่กิงโกะชี้ไปนั้นมีทานูกิที่เจอที่โรงเรียนอยู่

 

ที่ล้มอยู่ข้างๆคือลูกรึเปล่านะ

ไม่ต้องตรวจสอบยืนยันดูก็เข้าใจได้ว่านั่นอยู่ในสภาพไหน เวลาผ่านไปนานมากแล้วนับจากที่ชีวิตจบลงไป

ทานูกิตัวที่เป็นแม่ซึ่งอยู่ใกล้ๆนั้น เป็นเพราะการรักษาพยาบาลของกิงโกะรึเปล่านะ เลยมีผ้าพันแผลพันอยู่ที่ลำตัว มันเข้ามาใกล้แล้วแหงนหน้ามองตรงมายังซาคุยะอย่างอ่อนล้า

“…………”

 

[หน้า 227]

เสียงอ้าปากค้างตกใจส่งมาถึง ทำให้รู้ว่าโคสุเกะที่อยู่ข้างๆเองก็หน้าซีดอยู่เช่นกัน

ลมหายใจที่มองซาคุยะอยู่นั้นเหนื่อยหอบ

เป็นบาดแผลที่ตามจริงจะช่วยไว้ไม่ได้แล้ว พลังชีวิตอันเหนียวแน่นของยามาวาโระทำให้สิ่งที่ควรจะสิ้นชีวิตไปนานแล้วยังคงอยู่ได้

ต่อมาก็จ้องมาหาซาคุยะด้วยสายตาที่เหมือนกับเป็นการอ้อนวอน

“ที่เห็นเป็นเหมือนบอกว่าให้ตามมาเนี่ย อยากจะให้มาที่นี่น่ะนะ”

“แต่ว่า ทำไม”

ลุกขึ้นมาทั้งๆที่โซเซ

บาดแผลยังไม่สมานกันงั้นเหรอ มีของเหลวสดใหม่หยดลงมาจากใต้ผ้าพันแผลที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มเรียบร้อยแล้ว

“อ๊ะ……”

วิ่งเข้าไปหาโดยไม่ทันได้คิด

พอย่อตัวลงแล้วยื่นมือไปหาก็กัดเข้าที่รองเท้าของซาคุยะแล้วดึง

ขากรรไกรที่ไร้ซึ่งพละกำลังนั้นลื่นออก แล้วก็เสียการทรงตัวไป

ในตอนที่ทำแบบนั้นซ้ำอีกครั้ง ก็รู้ตัว

กำลังพยายามพาไปทางตัวลูก

 

[หน้า 228]

“……ซาคุยะ”

เอามือวางลงบนไหล่ของซาคุยะ แล้วโคสุเกะก็มองเข้าไปยังซากศพที่เคยเป็นลูกทานูกิมาก่อน

ที่ทำสีหน้าไม่สบายใจอยู่นั้นคงไม่ใช่แค่ว่าเป็นเพราะสภาพโหดร้ายอย่างเดียว

“นี่คือผ้าคลุมนางฟ้างั้นเหรอ……?”

ถามทานูกิไป แต่ก็ไม่ตอบ

แค่มองขึ้นมาหาโคสุเกะกับซาคุยะด้วยสายตาที่เหมือนกับเป็นการพึ่งพิง

ซาคุยะเองก็มองตามหลังไปแล้วก็ได้รู้ถึงการหวั่นไหวของพี่ชาย ในซากศพมีหินสีฟ้าวางไว้อยู่

ผ้าคลุมนางฟ้าที่เข้าไปอยู่ในสิ่งมีชีวิตนั้น ในตอนที่กลไกการทำงานของชีวิตนั้นจบลงจะมารวมกันแล้วกลายเป็นเหมือนหินสีฟ้า

หากมีมนุษย์ที่ครอบครองแกนกลางอยู่ใกล้ๆก็จะสามารถเก็บคืนไปทางนั้นได้ แต่ถ้าไม่เป็นแบบนั้นก็จะเหลืออยู่ต่อไปในฐานะหินที่มีแต่สีฟ้า

แล้วที่ถูกวางไว้ในศพลูกทานูกินั้นไม่ได้มีแค่ก้อนเดียว

แกนกลางที่จะมอบคำสั่งให้กับพวกนี้นั้น โคสุเกะได้สั่งให้กลับไปยังโลกเดิมเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้ไม่รู้ที่อยู่ปัจจุบัน แต่ถึงยังอยู่ในโลกนี้ก็คงอยู่ในตำแหน่งที่เอื้อมไปไม่ถึง

“ถ้ามีผ้าคลุมนางฟ้ามากขนาดนี้อยู่ในร่างกายล่ะก็ คิดไม่ได้ว่าตายแล้วหรอกนะ……ถึงจะเป็นอาการบาดเจ็บที่ทำให้ตายแล้วก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปจนได้ ที่จริงเคยโดนยามาวาโระที่ไม่ว่าจะดูยังไงก็น่าจะตายแล้วแน่ๆโจมตีใส่ตั้งหลายครั้งด้วยน่ะนะ”

 

[หน้า 230]

“ค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว นี่ก็……”

“อา เจ้านี่รวบรวมมาน่ะ”

พอคิดว่าเป็นไปไม่ได้น่า ก็มีความคิดที่ว่าเป็นอย่างที่คาดเดาไว้ผสมปนเปเข้ามา

ตอนคดีหน้าร้อน พวกสัตว์ที่มีผ้าคลุมนางฟ้าอยู่ในร่างกายได้รับคำสาปของนางฟ้า แล้วมุ่งหน้ามายังผืนดินมินาคามิแห่งนี้

คงจะมีตัวที่ตายไปแล้วอยู่เยอะด้วย ตอนที่โคสุเกะปลดปล่อยคำสาปออก อาจจะมีตัวที่ปลดปล่อยผ้าคลุมนางฟ้าออกมาจากในร่างกายอยู่ด้วยก็ได้

ทั้งๆที่อยู่ตรงจุดศูนย์กลางที่เกิดเหตุ แล้วพวกข่าวกับรายงานก็ดูไปแล้วด้วยแท้ๆ ซาคุยะถูกทำให้รู้ตัวเรื่องที่หลุดลอดไปจากความคิดโดยสิ้นเชิง

คิดต่อมาเรื่อยว่าทำไมถึงได้มาปรากฏตัวต่อหน้าซาคุยะ ?

คำตอบนั้นอยู่ที่นี่

“…………”

ทานูกิที่บาดเจ็บแหงนหน้ามองซาคุยะแล้วส่งเสียงร้องเบาๆดัง กิ๊ว

ต่อไปก็มองซากศพเล็กๆที่อยู่ข้างๆ ทำแบบนั้นอยู่หลายครั้งมาก แล้วก็นำศีรษะไปถูกับหัวเข่าที่อยู่ในสภาพนั่งราวกับเป็นการอ้อนวอน

แปะ !  ของที่เหมือนกับหินก้อนเล็กๆร่วงลงสู่พื้นดิน

 

ตอนถัดไป

Comment

Comment:

Tweet