Chapter 4 (Part 2)

posted on 25 Dec 2014 00:31 by vermillionend in FuyuNoKomorebi
คำเตือน : เกิน 25% เป็นการดำน้ำ
แปลมาจากหนังสือนิยาย

[หน้า 241]

“อร่อยครับ”

“ดีจังเลย เติมเยอะๆนะ ……อ๊ะ สุดท้ายจะใส่ข้าวลงไปแล้วทำเป็นข้าวต้มทรงเครื่องดีมั้ยนะ แต่ก็มีอุด้งอยู่เหมือนกัน เอาอันไหนดีจ๊ะ ?”

“ทั้งสองอย่าง !”

“โธ่ ไม่ได้ถามโชวโกะอยู่ซะหน่อย”

“ผมก็ทั้งสองอย่างครับ”

“ฮิๆ เข้าใจแล้วล่ะจ้ะ ถ้าอย่างนั้นจะใส่อุด้งลงไปก่อน แล้วถ้ามีท่าทางว่าจะใส่ลงไปได้อีกล่ะก็จะทำเป็นข้าวต้มทรงเครื่องนะ”

“ขอบคุณครับ”

“…………”

ซาคุยะได้แต่มองการพูดคุยเบื้องหน้า

เป็นภาพที่ดูห่างไกลและรู้สึกคิดถึงยังไงไม่รู้

ทั้งๆที่ตอนปิดเทอมหน้าร้อนเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกคิดถึงอย่างช่วยไม่ได้

จะมีอารมณ์อ่อนไหวแบบนี้ไม่ได้ ทั้งๆที่คิดแบบนั้นแท้ๆ ที่ผุดขึ้นมาให้หัวกลับมีแต่ร่างเล็กๆที่คอยดูแลศพของลูกกับเสียงร้องแหลม สูงที่ดังก้องชัดเจนไปทั่ว

 

[หน้า 242]

ให้ซาคุยะไปนอนก่อน แล้วโคสุเกะก็เรื่อยเปื่อยอยู่เพียงลำพังในห้องนั่งเล่น

ไม่เหมือนกับตอนหน้าร้อน เปิดหน้าต่างไม่ได้ กำลังมองพระจันทร์ผ่านกระจกอยู่ทั้งที่ยังนอนเล่นอยู่บนเสื่อทาทามิ

“……วันนี้เป็นคืนวันเพ็ญงั้นเหรอ”

“น่าเสียดายนะ อีกหนึ่งวันรึเปล่าน้า”

พอหันตัวกลับไปหาเสียง ก็เจอกับซัตสึกิ

“วันนี้ทุกคนนอนกันเร็วจังเลยนะ คิดไว้ว่าตั้งใจจะดื่มด้วยกันกับทุกคนฉลองที่กลับบ้านเกิดนานๆทีซะหน่อย”

“ผมเอง วันนี้เหล้าก็……”

“ไม่เป็นไรจ้ะ ของโคสุเกะคุงคือทางนี้”

วางแก้วที่มีไอร้อนลอยขึ้นมาไว้

“ช่วยดื่มเบาๆเป็นเพื่อนทีนะ”

“ครับ”

รับขวดสาเกร้อนมาจากซัตสึกิแล้วรินใส่แก้วเล็กน้อย

“ถ้าอย่างงั้น พูดอีกครั้งนะ ยินดีต้อนรับกลับมาจ้ะ”

“…… ครับ กลับมาแล้วครับ”         

 

[หน้า 243]

แก้วถูกนำมาชนกันจนเกิดเป็นเสียงเบาๆดัง แก๊ง !

พอลิ้มรสแก้วที่มีไอร้อนลอยขึ้นมาก็พบว่าเป็นชาอู่หลงอุ่นๆ

“เกิดอะไรขึ้นกับซาคุยะจังเหรอ ?”          

“นั่นสินะครับ…… นิดหน่อยน่ะครับ”

“เกี่ยวข้องกับคดีตอนก่อนหน้านี้งั้นเหรอ ?”

“ครับ”

ซัตสึกิเองก็รู้เรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งนี้ในอดีตและเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากนางฟ้า

นางฟ้าคือตัวตนที่เรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของตระกูลมินางามิ ถึงตอนนี้เนื่องจากซัตสึกิได้แต่งงานและออกจากตระกูลไปแล้ว ทำให้นามสกุลเปลี่ยนไป แต่เรื่องที่ซัตสึกิเองก็เป็นลูกหลานของนางฟ้าเช่นกันนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง

พูดได้ว่าที่เห็นสภาพผิดปกติของซาคุยะแล้วนึกเรื่องนั้นขึ้นมาเป็นอันดับแรกก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน

“……ยัยนั่น ดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรหลายๆอย่างที่โรงเรียนด้วยน่ะครับ แล้ววันนี้เองก็ไปเจออะไรมานิดหน่อย เพราะเป็นคนที่ตัวเองลำบากไม่เป็นไร แต่เกลียดการเป็นภาระให้กับคนอื่น เลยดูเหมือนจะฝืนทนมานิดหน่อยน่ะครับ……”

“……แบบนั้นนี่เอง”

ไม่ได้ถามอะไรมาก รินเหล้ารออย่างเงียบๆ

ทางโคสุเกะก็ไม่ใช่ว่าจะรู้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับซาคุยะเป็นอย่างดีด้วยเหมือนกัน รู้สึกขอบคุณที่ให้เวลาเรียบเรียงความคิดมา

 

[หน้า 244]

“ตอนที่โทรศัพท์มาก่อนหน้านี้ยังสงบสุขกว่านี้ครับ เห็นว่ากำลังจะถูกส่งไปประกวดนางงามในงานคริสต์มาสบ้าง ตกใจที่ในโรงเรียนมีแฟนคลับของตัวเองอยู่บ้าง เป็นเรื่องตลกสบายอารมณ์แบบนั้นล่ะครับ กะว่าพอมาที่นี่แล้วจะแซวให้เกินจริงขึ้นไปอีก แล้วทำให้หัวเราะหรือจะอะไรซะหน่อย แต่ว่า……”

“……แฟนคลับ ?”

“อ๊ะ ครับ รู้สึกจะชื่อว่า MSF……มินางามิ ซาคุยะแฟนคลับอะไรเนี่ยล่ะครับ ยังไงก็เผลอตบมุขไปโดยอัตโนมัติว่าเรื่องที่นั่นได้รับการยอมรับในฐานะ กิจกรรมในโรงเรียนเนี่ยเป็นโรงเรียนแบบไหนกันน่ะ ถึงยัยนั่นจะลำบากใจ แต่ก็มีท่าทางสนุกสุดๆเลยล่ะครับ”

“ฟังดูชวนคิดถึงยังไงไม่รู้นะ นั่นน่ะ”

“……น่าคิดถึงเหรอครับ ?”

“อ๊ะ เปล่า เรื่องของทางนี้น่ะจ้ะ ท่าทางน่าสนุกมากเลยนะ ผู้ปกครองไปงานคริสต์มาสไม่ได้หรอกเหรอ”

“ผมเองถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปอยู่เลยครับ แต่ยังไงก็เข้าไปในหอพักหญิงไม่ได้สิน้า”

“ถ้าแย่ล่ะก็ท่าทางจะได้ค้างคืนอยู่ในลูกกรงตั้งแต่วันถัดไปด้วยสินะ”

“อื้อ ขอแค่ไม่มีไอ้นั้นล่ะก็จะไปอยู่หรอกครับ……เฮ้อ”

 

[หน้า 245]

“ไม่เห็นต้องหมดอาลัยตายอยากขนาดนั้นก็ได้นี่”

“ช่วยไม่ได้ครับ จะกล้ำกลืนน้ำตาตัดใจ”

“ฮิๆ ถ้าขอให้ถ่ายรูปมาให้ล่ะเป็นยังไง ?  ฉันเองก็อยากดูเหมือนกันนะ”

“……ซาคุยะจะยอมฟังเรื่องที่พูดอย่างว่าง่ายรึเปล่านะ”

“แล้วก็ ถ้าขึ้นเวทีอยู่ล่ะก็จะถ่ายรูปเองไม่ได้ด้วยเหมือนกันสินะ……”

“เรื่องอย่างขอให้เพื่อนถ่ายรูปสภาพน่าอายของตัวเองเพื่อเอาไปโชว์ให้คนอื่นดูอะไรเนี่ย……ไม่ใช่นิสัยของซาคุยะด้วยครับ”

“โคสุเกะคุง วิธีพูดแบบนั้นจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดนะจ๊ะ”

“ขอบคุณครับ เพราะวันนี้ซาคุยะเงียบๆ เลยรู้สึกขอบคุณจริงๆที่ตบมุขมา”

“……โธ่ จริงๆเลย……”

ยิ้มเจื่อนๆราวกับตกตะลึง จากนั้นก็รินเหล้าญี่ปุ่นอีกครั้ง

“มีเรื่องอะไรให้ช่วยรึเปล่าจ๊ะ ?”

“แค่ช่วยรับพวกผมเข้ามาแบบนี้ก็ช่วยได้มากเกินพอแล้วล่ะครับ”

“แหม ไม่ใช่แบบนั้นนะจ๊ะ”

สำหรับโคสุเกะแล้วถือเป็นความรู้สึกจากใจจริง แต่ก็ถูกตอบกลับมาในทันควัน

ก่อนที่จะถามว่าหมายความว่ายังไง ซัตสึกิก็พูดต่อ

 

[หน้า 246]

“เรื่องนั้นสำหรับพวกฉันแล้วถือเป็นเรื่องธรรมดาจ้ะ ถึงจะทำเรื่องธรรมดาไปก็ไม่ได้กลายเป็นว่าได้ช่วยเหลือไปแล้วหรอกนะ แน่นอนว่าดีใจมากที่อุตส่าห์รู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ ถึงจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็ใช้ทั้งเงินทั้งแรง ที่ไม่ถือตัวกับเรื่องนี้แล้วสามารถส่งผ่านคำขอบคุณออกมาได้เนี่ยคือคุณงามความดีที่พวกโคสุเกะคุงมีอยู่จ้ะ แต่ว่าที่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแค่นั้นน่ะ เข้าใจอยู่แล้วด้วยเหมือนกันสินะคะ ?”

“……ครับ”

หันไปหาซัตสึกิแล้วคราวนี้ก็พยักหน้าอย่างชัดเจน โคสุเกะยอมรับเรื่องที่เคยกลบเกลื่อนอย่างตรงไปตรงมา

“ได้เห็นสัตว์แม่ลูกมาน่ะครับ ตัวแม่กลายเป็นยามาวาโระไปอยู่ แล้วก็กำลังจะตายในอีกไม่ช้า หรือไม่ก็อาจจะแค่ถูกยืดชีวิตที่ตายอยู่แล้วออกไปเฉยๆก็ได้ครับ ส่วนทางลูกตายไปก่อนหน้านี้นานแล้ว แล้วตัวที่เป็นแม่ก็คอยอยู่เคียงข้าง”

“……งั้นเหรอ……”

เสียงของซัตสึกิฟังดูหดหู่ขึ้น

เป็นที่ชัดเจนว่ากำลังนึกเรื่องเดียวกันอยู่

มินางามิ ซายะ แม่ของโคสุเกะกับซาคุยะนั้นจากโลกนี้ไปด้วยอุทกภัยเมื่อราวๆสิบปีก่อน

ต้นเหตุคือซาคุยะที่เกือบจะถูกนางฟ้าสอดประสานจิตใจเข้าด้วยกัน น้ำป่าที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างกะทันหันได้พัดเอาทั้งสองไป และผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้นเองก็มีผู้ประสบภัยจำนวนมากเช่นกัน

 

[หน้า 247]

ตอนที่กิงโกะหาแม่พบ ดูเหมือนจะตายทั้งที่ยังอยู่เคียงข้างโดยกอดโคสุเกะกับซาคุยะไว้แน่น

ทั้งสองไม่มีความทรงจำในตอนนั้น

ความทรงจำขาดห้วงไป ณ จุดที่ถูกน้ำพัด ตอนที่รู้สึกตัวก็ไปเชื่อมกับงานศพของแม่แล้ว

เพราะเป็นความว่างเปล่าที่นึกไม่ออกนี่ล่ะ ซาคุยะถึงได้ทรมานกับการขาดห้วงไปของความทรงจำอยู่

ที่เห็นร่างที่ทุ่มเทเพื่อศพของลูกที่ตายไปแล้วซ้อนทับกับแม่เองก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

“……คุณแม่ช่วยพวกผมไว้ แล้วยามาวาโระตัวนั้นเองก็มาพึ่งพาซาคุยะเพื่อลูกครับ ……แน่นอนว่าเป็นคำขอที่เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นซาคุยะคงจะคิดว่าเป็นความรับผิดของตัวเองเข้าครับ……”

“อยากจะพูดให้ว่าไม่ใช่แบบนั้นหรอก แต่เรื่องนั้นตัวซาคุยะจังเองก็เข้าใจอยู่แล้วสินะ”

“……ครับ”

ถ้าไม่รู้ตัวล่ะก็ แค่บอกให้ก็ได้แล้ว

ทว่า กับอีกฝ่ายที่รู้ตัวแล้วยังกังวลอยู่อีกนั้น ไม่พบคำพูดที่จะนำมาพูด

นั่นมีแต่ต้องให้เข้าใจยอมรับด้วยตัวเองเท่านั้น

ถ้าสามารถเปลี่ยนท่าทีประเภทหนึ่งได้ล่ะก็ ภาระของซาคุยะคงจะเบาลงด้วย โคสุเกะคิดเช่นนั้น

 

[หน้า 248]

แม้แต่เรื่องการปรึกษางานคริสต์มาส ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่แค่ยืนกรานว่าไม่เกี่ยวกับตัวเองก็จบแล้วแท้ๆ สุดท้ายหลังจากที่วิ่งวุ่นก็ยอมเข้าร่วมประกวดจนได้

คิดว่าส่วนที่เป็นคนเอาจริงเอาจังของน้องสาวนั้นชวนให้ยิ้มดี แต่นั่นก็เป็นเรื่องในชีวิตธรรมดา

คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้สึกรับผิดชอบไปจนถึงเหตุการณ์ที่ห่างไกลจากกฎของธรรมชาติ แต่นี่ก็เป็นความคิดของโคสุเกะ ไม่ได้เหมือนกันกับซาคุยะ

ซึ่งนั่นก็กลายเป็นความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมาอีก

“……ทั้งคุณแม่ก็ดี ยามาวาโระนั่นก็ดี แม่เนี่ยเห็นว่าลูกเป็นสิ่งสำคัญสินะครับ”

“เรื่องนั้นก็ไม่รู้สินะ”

คิดว่าจะได้รับการเห็นพ้องด้วย แต่ที่ออกมาจากปากของซัตสึกินั้นกลับเป็นคำพูดที่ผิดคาด

“ครอบครัวที่ไม่ได้คิดแบบนั้นก็มีอยู่เยอะเหมือนกันนะ ตั้งใจจะให้ความสำคัญ แต่บางทีพ่อแม่ก็กลับมองแต่ตัวเองอยู่บ่อยๆ”

“……อย่างงั้นเหรอครับ ?”

“อื้อ เป็นอย่างงั้นล่ะจ้ะ แล้วคิดว่าแน่นอนว่าคนที่มีด้านแบบที่โคสุเกะคุงพูดเองก็มีอยู่เยอะเหมือนกันจ้ะ”

รู้สึกขัดๆเล็กน้อย โคสุเกะจึงถามกลับไป

“ไม่ใช่ว่า……มีคนแบบที่ผมพูดอยู่ด้วย แต่เป็นมีคนที่ทำเรื่องแบบที่ผมพูดอยู่ด้วยหรอกเหรอครับ ? ……เอ่อ กลายเป็นว่าเข้าใจยากขึ้นมานิดหน่อยยังไงไม่รู้ แต่จะว่ายังไงดี พอเป็นวิธีพูดของคุณซัตสึกิแล้วก็ได้ยินเหมือนเป็นการพูดตามอารมณ์ด้วยเหมือนกัน จะให้พูดยังไงดี”

 

[หน้า 249]

“ฮิๆ อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้นะจ๊ะ”

“……เอ๊ะ จริงๆเหรอ ?”

สนุกกับการตกใจของโคสุเกะงั้นเหรอ เลยยิ้มอย่างขี้เล่นเล็กน้อยต่อไป

“ไม่ว่าใครก็ไม่เข้าใจเรื่องอย่างการกระทำฉับพลันหรอกนะ คิดว่าเป็นอะไรที่พอถึงเวลานั้นแล้วจะกระทำออกมาเป็นครั้งแรกน่ะ แล้วนั่น ร่างกายขยับไปเองบ้าง ทำไปแล้วเสียใจภายหลังบ้าง บางครั้งอาจจะเป็นแบบนั้นด้วยก็ได้ ในทางกลับกัน ถ้าเฝ้ารอรับมือเวลาคับขันอยู่เสมอ แล้วตัวเองตั้งใจจะยอมเสียสละเพื่อปกป้องลูก…… ถ้ามีคนที่คิดแบบนั้นอยู่ล่ะก็ ฉันจะเผลอคิดว่านั่นเป็นความรู้สึกที่แท้จริงเหรอ ? เข้าน่ะนะ ก็ถ้าใช้ชีวิตประจำวันล่ะก็ ทางเรื่องอาหารการกินหรือการเรียนที่เห็นมานานย่อมสำคัญกว่าเสี้ยววินาทีที่คับขันอยู่แล้วน่ะนะ”

“นั่นไม่ใช่พวกการเตรียมใจไว้สำหรับเวลาคับขัน หรือการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ ไม่ใช่เรื่องแบบนั้นหรอกเหรอครับ ?”

“ต่างกันจ้ะ นั่นเป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้วเป็นธรรมดา พวกฉันใช้ชีวิตประจำวันอยู่โดยที่เตรียมของที่สามารถเตรียมได้ไว้แล้ว แล้วก็เพราะเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ก็เลยถูกจารึกไว้แน่นอยู่ภายในใจ แล้วหลังจากนั้นก็หลงเหลืออยู่ต่อไปแค่นั้นน่ะ”

“………………แบบนี้นี่เอง”

 

[หน้า 250]

“พี่สาวช่วยปกป้องพวกโคสุเกะคุงไว้ แล้วเพราะผลลัพธ์นั้นเลยอาจทำให้ต้องทิ้งชีวิตไปก็เป็นได้ ……แต่พูดได้อย่างมั่นใจแน่นอนเลยว่าคิดว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งชีวิตไปตั้งแต่แรกหรอกนะ ก็เป็นพี่คนนั้นนี่นา”

“ยิ่งได้ฟังเท่าไรก็ยิ่งมีแต่ภาพลักษณ์ที่ว่าเป็นคนที่เหลือเชื่อผุดขึ้นมานะครับ”

“ทางนั้นคือพี่สาวในตอนปกติธรรมดาจ้ะ เป็นคนที่ชอบแกล้งเป็นที่สุด ชอบที่ทุกคนลำบากใจแล้วก็ยิ้มออกมาได้ในเวลาต่อมา ที่กลายเป็นผลลัพธ์ที่ทำให้ทั้งคู่โศกเศร้าเนี่ย ถ้ามองจากเจ้าตัวแล้ว เป็นเรื่องไม่เป็นไปตามที่คิดไม่ผิดแน่นอนจ้ะ”

“…………อา……งั้นเหรอ……”

พอถูกพูดขนาดนั้น ในที่สุดก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของซัตสึกิ

ที่ยอมเสียสละตัวเองปกป้องลูกนั้นเป็นความจริง แต่ก็ไม่ใช่คนที่เป็นแค่นั้น

ภาพลักษณ์ในใจของโคสุเกะกับซาคุยะที่เป็นฝ่ายได้รับการปกป้องนั้น ยึดติดไปในฐานะที่เป็นผู้มีบุญคุณชีวิตและเป็นคนที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อลูก แค่ยึดติดไปโดยไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของแม่เท่านั้น

เพราะแบบนั้นนี่ล่ะ ซัตสึกิถึงได้บอกว่าการกระทำที่ยอมสละตัวเองปกป้องลูกนั้นไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่าด้านๆหนึ่งของคนๆนั้นเลย

แม้แต่ยามาวาโระนั่นเอง ช่วงที่ลูกมีชีวิตอยู่ก็น่าจะคิดแค่เรื่องอาหารในวันนั้นแน่ๆ

ไม่อาจตัดสินนิสัยทั้งหมดของอีกฝ่ายได้จากแค่สถานการณ์ที่กำลังเผจิญอยู่ในปัจจุบัน

“เพราะแบบนั้นเลยคิดว่าเป็นอะไรที่ตอบไม่ได้จ้ะ ไม่ใช่ว่าในใจคิดยังไงอยู่ แต่เพราะเป็นอะไรที่ถูกกำหนดโดยความสามารถในการตัดสินใจและปฏิกิริยาตอบสนองว่าจะสามารถทำได้ทันทีรึเปล่าน่ะ”

 

ตอนถัดไป

Comment

Comment:

Tweet